ถอดบทเรียนจาก TFAC SUMMIT 2025 SESSION 2 Accounting & Sustainability in Action: Sharing from Leading Companies & Roles of Accounting Professions

ถอดบทเรียนจาก TFAC SUMMIT 2025 SESSION 2 Accounting & Sustainability in Action: Sharing from Leading Companies & Roles of Accounting Professions

1 / 7
ข่าว 1
ข่าว 2
ข่าว 3
ข่าว 4
ข่าว 5
ข่าว 6
ข่าว 7

           ในเวทีเสวนา Session 2 ของ TFAC’s Accounting Professions Summit 2025 วิทยากรจากองค์ชั้นนำได้ชี้ให้เห็นถึง “บทเรียนจริงจากการปฏิบัติ” ของ ESG (Environmental, Social, Governance) ตั้งแต่ที่มาของแนวคิด ไปจนถึงแผนกลยุทธ์ การเปลี่ยนผ่านพอร์ตพลังงาน และการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน IFRS Sustainability Disclosure Standards ที่ออกโดย International Sustainability Standards Board ทั้งสองฉบับ (IFRS S1/S2 of ISSB) ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังใกล้ตัวนักบัญชีไทยมากขึ้นทุกที โดยขอสรุปดังนี้
           ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญปัญหาโลกร้อน (Global Warming) อย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับปรากฏการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วมใหญ่ หรือพายุสึนามิ ขณะเดียวกันการทำลายชั้นโอโซนก็ยิ่งทำให้โลกเปราะบางต่อรังสีจากดวงอาทิตย์ นักวิจัยคาดว่า หากไม่จัดการปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง ภายในปี 2050 หลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทยจะเผชิญน้ำท่วมใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและชายฝั่งทะเล ขณะเดียวกัน ภาวะ Extreme Weather จะรุนแรงขึ้น รวมถึงความเป็นกรดในทะเลที่กระทบสิ่งมีชีวิตและอาจทำให้บางชนิดสูญพันธุ์ ล้วนแต่เป็นผลจาก Climate Change เรื่องนี้ถูกจัดเป็นความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น ๆ ซึ่งติดอันดับต่อเนื่องในเวทีเศรษฐกิจโลกและสหประชาชาติ
           เพื่อแก้ไขวิกฤติ องค์การสหประชาชาติได้ริเริ่ม “อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ตั้งแต่ปี 1994 และมีการประชุมประจำปีในชื่อ COP (Conference of Parties) โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 ที่การประชุม COP21 ณ กรุงปารีส ทุกประเทศเห็นพ้องร่วมกันในเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในอุดมคติที่ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าในปัจจุบันยังห่างไกลจากเป้าหมาย หากยังปล่อยให้การลดการปล่อยคาร์บอนอยู่ในระดับ decarbonisation rate ที่ต่ำกว่า 5 % ต่อปี ก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
           จากปัญหาโลกร้อนดังกล่าว ได้ขยายสู่แนวคิดเรื่อง ความยั่งยืน (Sustainability) ตามกรอบ ESG ที่ครอบคลุม 3 มิติ คือ Environmental (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม), และ Governance (ธรรมาภิบาล) ธุรกิจไม่เพียงแต่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังต้องคำนึงถึงการจัดการของเสียอื่นๆ รวมถึงสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยแรงงาน ความสัมพันธ์กับชุมชน และการสร้างระบบการกำกับดูแลที่โปร่งใส ตลอดจนความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่และผู้บริโภครุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้นกว่าเดิม โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ ยอมรับได้หากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมทำให้กำไรระยะสั้นลดลง หรือพร้อมจะถอนการลงทุนหากบริษัทไม่จัดการ ESG อย่างจริงจัง นั่นหมายความว่า ESG ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “เงื่อนไข” ของการอยู่รอดในโลกธุรกิจยุคใหม่
           หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานที่เริ่มธุรกิจถ่านหินตั้งแต่ปี 1983 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพลังงานทางเลือกในยุคที่น้ำมันขาดแคลน แต่ปัจจุบันกลับถูกมองว่าเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญของโลกร้อน บ้านปูจึงได้ Transform Portfolio เพื่อสร้างสมดุลของการผลิตพลังงานในอนาคต โดยปรับเปลี่ยนจากธุรกิจถ่านหินไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดขึ้นและยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics ซึ่งต้องตอบโจทย์ 3 ความท้าทายด้านพลังงาน (Energy Trilemma) อันได้แก่
   1. การส่งมอบพลังงานที่เสถียร ส่งมอบได้อย่างต่อเนื่อง (Energy Security)
   2. การจัดหาพลังงานที่มีราคาสมเหตุสมผลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (Energy Equity)
   3. การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการจัดหาพลังงาน (Energy Sustainability)

           ทั้งนี้ รายงานทางการเงินได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการ Transformation ของบริษัท เพราะไม่ว่าจะดำเนินการเรื่อง Next Gen Mining โดยเริ่มลงทุนในแร่นิกเกิล (Nickel) หรือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการ CCUS (การดักจับและกักเก็บคาร์บอน) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจรในสหรัฐอเมริกา (Gas-Power-CCUS) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น หรือลงทุนในพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับแบตเตอรี่ฟาร์ม (Renewable Plus Battery) บนพื้นฐาน economy of scale ก็ล้วนต้องมองหา source of profitability จากกลุ่ม Non-fossil มาชดเชย เพื่อให้สามารถสร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นและสามารถเติบโตในธุรกิจใหม่ไปพร้อมกับการช่วยลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งบริษัทยังต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เป็น interact impact ที่ไม่ใช่ตัวเลขทางการเงิน อาทิ ผลต่อระบบนิเวศวิทยาจากการตั้ง Wind farm ฯลฯ จากมุมมองของบริษัทนั้นข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่ไม่ใช่การเงินมีความสำคัญไม่แพ้กัน
           กลุ่มบริษัท ปตท. เป็นอีกบริษัทที่แผนกลยุทธ์มุ่งเน้นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาพรวมของ ESG มาตั้งแต่ระยะแรกๆ ด้วยมีวิสัยทัศน์ว่า Climate Change ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและภาคธุรกิจ รวมถึง stakeholder ใน supply chain อีกทั้งกระทบต่อสังคมและประชาชน โดยได้ปรับ Energy Portfolio ไปสู่การผลิตพลังงานที่เสถียรและปล่อย carbon footprint ต่ำลง และเป็น Climate Resilient Business ที่พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมทั้งลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบจากการปล่อยคาร์บอน (Climate Conscious Asset) ซึ่งขั้นแรกต้องนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนั้นมาใช้ในกระบวนการผลิต และต้องคำนวณให้ได้ว่า carbon footprint ของทุกผลิตภัณฑ์เป็นเท่าไร เพื่อให้ทราบชัดเจนถึง baseline ของบริษัท และร่วมมือกับคู่ค้าใน supply chain เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน (Collaboration & Cooperation) สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อทำได้ก็ต้องวัดได้ว่าลดไปเท่าไร เพื่อให้สามารถก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050 ตามข้อตกลงปารีส ไปพร้อมๆ กับการรักษาระดับกำไรที่เหมาะสม อีกทั้งต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมไปถึงการบริหารกระแสเงินสดสำหรับแผนลงทุนทั้งระยะสั้นจนถึงระยะยาวก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน จะเห็นว่าตัวเลขทางการเงินจากนักบัญชีมีบทบาทต่อการวางกลยุทธของธุรกิจอย่างมาก ส่วนการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับ sustainability ตามมาตรฐานสากลอย่าง Task Force on Climate-Related Financial Disclosure (TCFD) หรือ IFRS S1/S2 of ISSB ต้องมีนักบัญชีเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการ convert สิ่งที่ไม่ชัดเจนให้เป็นความชัดเจน อาทิเช่น การประเมิน Physical Risk หรือ Transition Risk ให้เป็นตัวเลขถือเป็นความท้าทายของบริษัทซึ่งต้องอาศัยทักษะของนักบัญชี
           ดังนั้น นักบัญชีควรรู้และเข้าใจมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น สหรัฐอเมริกาใช้มาตรฐานที่ออกโดย Sustainability Accounting Standards Board (SASB) ส่วนสหภาพยุโรปใช้มาตรฐานที่ออกโดย European Financial Reporting Advisory Group ซึ่ง European Sustainability Reporting Standards (ESRS) มีความเข้มข้นกว่า IFRS S1/S2 of ISSB ทั้งนี้ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) ให้การรับยอมรับ IFRS S1/S2 of ISSB เป็นมาตรฐานสากล สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง ISSB Roadmap แบบ phased-in approach ที่จะทยอยบังคับใช้ใน 5 ปี โดยเริ่มจากบริษัทใน SET50 ต้องจัดทำ 56-1 One Report ของรอบปีบัญชี 2026 ที่รวมการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในปี 2027 ทั้งนี้ คาดว่า ก.ล.ต. จะออกประกาศ ISSB Roadmap ภายในสิ้นปี 2025 นี้
           มาตรฐานที่กล่าวข้างต้นนั้นมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ส่วนพรบ. โลกร้อนก็คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีหน้า อีกทั้งมีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อสะท้อนผลของโครงการ ESG ที่มีต่อธุรกิจ เช่น Carbon accounting ว่าจะวัด Carbon footprint อย่างไร หรือ Carbon Credit ควรบันทึกบัญชีเป็นสินทรัพย์ประเภทใดระหว่างสินทรัพย์ไม่มีตัวตนหรือสินค้าคงเหลือ ฯลฯ คุณชญาน์กล่าว “นักบัญชีควรติดตามการเปลี่ยนแปลง มั่นศึกษา และต้องเข้าใจว่าเรื่องนั้นจะสะท้อนในงบการเงินอย่างไร”
           ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า บทบาทของนักบัญชี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องงบการเงินอีกต่อไป คุณกิรณกล่าว “การมีนักบัญชีเก่งๆ สนับสนุนให้บริษัทสามารถตัดสินทางธุรกิจได้อย่าง make sense มากยิ่งขึ้น ดีต่อโลกและสิ่งแวดล้อม สะท้อนภาพธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น”
         อีกทั้งความยั่งยืนและ ESG ไม่ใช่เพียงคำศัพท์ แต่เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องผนวกเข้ากับกลยุทธของบริษัท การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็เปิดโอกาสใหม่ให้กับองค์กรที่พร้อมปรับตัว คุณชาญชัยกล่าว “เรื่อง ESG ในช่วง transition ใครเริ่มทำก่อนจะเป็น golden opportunity ใครทำภายหลังจะกลายเป็น threat” ซึ่งนักบัญชีควรมีส่วนร่วมกับผู้บริหารตั้งแต่ระดับกลยุทธจนถึงระดับปฏิบัติงาน ตลอดจนร่วมติดตามผลเพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
โพสต์เมื่อ :
28 พ.ย. 2568 9:52:17
 1139
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์