ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้รับเกียรติจาก
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ คุณจรีพร จารุกรสกุล คุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ มาเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย
คุณพิชิต ลีละพันธ์เมธา ผู้ทำบัญชีนั้นมีบทบาทที่หลากหลายการรับรู้ภาพรวมเทรนด์โลกธุรกิจ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทิศทางของสหรัฐ และสงครามการค้า ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการประกอบวิชาชีพบัญชี
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกนั้นชะลอตัวลงเนื่องจากนโยบายการเก็บภาษีของประธานธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เข้ามาจัดระเบียบโลก (World order) ใหม่ และลดบทบาทเลิกสนับสนุนองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การค้าโลก (WTO) ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องเพราะทุกธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มปริมาณเงินในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป ทำให้ค่าสกุลเงิน USD และสกุลเงินอื่นนั้นมีมูลค่าที่ลดลง รวมถึงกำแพงภาษี ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวลง เก็บภาษีได้น้อยลง ขาดดุลทางการค้ามากขึ้น
เศรษฐกิจของไทยนั้น GDP เติบโตช้าเพียง 2% แต่รัฐบาลขาดดุลการค้า 4% ต่อปี ดอกเบี้ยพันธบัตร10 ปีของรัฐบาลต่ำกว่าญี่ปุ่น เงินเฟ้อเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น การส่งออกชะลอตัวลงจากประเด็นการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐ การฟื้นตัวจากช่วงโควิดยังไม่ดีเท่าที่ควร รวมถึงผลกระทบจากโรคระบาดในเนื้อหมูที่ผ่านมา ขณะที่เวียดนามประเทศเพื่อนบ้านมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีการลงทุนจากประเทศต่างๆในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ไทยอาจต้องพิจารณาการเข้าร่วมกับ CPTPP คือ ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โดยครอบคลุมในหลายประเด็น เช่น การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน รัฐวิสาหกิจ กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ (ระบบการค้าเสรีในระดับภูมิภาค) ที่มีอังกฤษ ญี่ปุ่น และอาจมีสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วม การเข้าร่วมดังกล่าวเพื่อขยายเขตพันธมิตรในข้อตกลงทางการค้าเสรีเพื่อตลาดให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และลดการพึ่งพาสหรัฐ แต่ทั้งนี้อาจต้องชั่งน้ำหนักว่าการเข้าร่วมดังกล่าวมีผลดีผลเสียอย่างไร เดิมไทยอาจประสบความสำเร็จด้านสินค้าเกษตร เช่น ข้าว แต่ต้องพิจารณาการส่งออกอาหารหรืออาหารที่แปรรูปเพราะทางจีนนั้นถึงแม้จะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมรวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยี แต่ก็ยังขาดแคลนในเรื่องอาหาร ขาดดุลอาหาร ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันสินค้าหลักที่ส่งออกไปยังจีนคือ “ขาไก่” ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก ทางการจีนจึงมีการควบคุม (non-tariff barriers) ให้นำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายและระเบียบ จีนได้มาตรวจสอบโรงงานว่ามีส่งออกไปเกินกำลังการผลิตที่โรงงานหรือไม่ เมื่อตรวจสอบพบว่าไทยส่งออกขาไก่เกินกว่าความสามารถในการผลิตและสั่งระงับใบอนุญาตโรงงานส่งออก ตรงนี้จึงเป็นเรื่องของการขาดความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ (Integrity) ทำให้กิจการขาดความยั่งยืนในการทำธุรกิจ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่กิจการต้องสร้างความเชื่อมั่นและความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ
ด้วยภาพรวมของเทรนด์โลกธุรกิจในปัจจุบัน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทิศทางของสหรัฐและสงครามการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ผู้ทำบัญชีก็ต้องมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานการทำงาน เช่น AI ส่วนภาครัฐและภาคเอกชนก็ต้องผลักดันและช่วยเหลือ SMEs และบริษัทคู่ค้าให้อยู่ในสถานะที่มั่นคงแน่นอน (Certainty) เพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจและประเทศชาติ
ท้ายนี้ในยุคปัจจุบันนี้นักบัญชีต้องมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพิ่มเติม 1. ศึกษาเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจโลก นโยบายของประเทศต่างที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
2. สนใจ และเฝ้าติดตาม เศรษฐกิจและทิศทางของประเทศไทย ว่ามีแนวทางทิศทางอย่างไร
3. นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการงาน เช่น AI และ ERP
4. ปรับตัวเพื่อความยั่งยืนให้สอดคล้องกับธุรกิจของกิจการ เพื่อช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้
5. พัฒนาทักษะ ความรู้และความสามารถในการทำงาน
ดร. ศุภวุฒิได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทยในหลายมิติ:
•
ภูมิรัฐศาสตร์โลก: การรับรู้นโยบายของสหรัฐฯ และจีน โดยจีนมุ่งพัฒนาขับเคลื่อนเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมซึ่งทางรัฐบาลให้เงินสนับสนุน 2-3% ของ GDP ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนระเบียบโลก (World order) การเก็บภาษีที่มากขึ้น การถอนตัวออกจาก CPTPP และลดบทบาทในองค์กรต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และทำให้องค์การค้าโลก (WTO)ทำงานลำบาก รวมยังยุบ USAIDทำให้ "Soft Power" ลดลง
•
ภาวะเศรษฐกิจ: ราคาทองคำยังคงสูงต่อเนื่อง เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มปริมาณเงินในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปทำให้เงินมีค่าลดลงสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ และสกุลเงินอื่นๆ มีค่าลดลง รวมถึงนโยบายกำแพงภาษี
•
นโยบายการเงิน: เศรษฐกิจที่อ่อนแอทำให้ Yield curve มีแนวโน้มชันขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นจะลดลงดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ดร. ศุภวุฒิยังเตือนถึงความเสี่ยงหากประธานาธิบดีทรัมป์ถ้าศาลฎีกาสั่งให้คืนภาษีศุลกากร ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจ
•
ทิศทางของไทย: ประเทศไทยต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วม CPTPP คือ ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โดยครอบคลุมในหลายประเด็น เช่น การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน รัฐวิสาหกิจ กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ หรือไม่เพื่อขยายเขตพันธมิตรในข้อตกลงทางการค้าเสรีเพื่อตลาดให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทั้งนี้อาจต้องชั่งน้ำหนักว่าการเข้าร่วมดังกล่าวมีผลดีผลเสียอย่างไร ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ก็ต้องการเชื่อมต่อกับตลาดเสรีมากขึ้น ไทยควรเปลี่ยนบทบาทจากครัวโลกที่ส่งออกวัตถุดิบไปเป็น "ครัวโลกแปรรูปอาหาร" โดยการนำเข้าสินค้าเกษตรมาแปรรูปเพื่อส่งออก ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้ากับจีนที่พัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไทย
•
เศรษฐกิจไทย: GDP ของไทยเติบโตเพียง 2% ในขณะที่ nominal GDP โต 4% และยอดขายโต 4% แต่ต้องกู้เงินมาใช้จ่ายและเผชิญกับดอกเบี้ย 7% จากนโยบายการเงินที่ตึงตัวเกินไปของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ทำให้ ดร. ศุภวุฒิเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ 1.3% ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังเตือนว่าหากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าลดลง 3% ไทยอาจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด 1% และต้องแก้ปัญหาด้วยนโยบายการเงินที่เหมาะสม
ประเด็นภาคอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร
คุณวสิษฐได้ให้มุมมองเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร:
• โอกาสจากวิกฤต: ภาวะสงครามในรัสเซียทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกอาหาร (ไก่ และอาหารทะเล) ไปยังยุโรปมากขึ้น
• วิกฤตของไทย: ภาคปศุสัตว์ไทยเผชิญกับวิกฤตใหญ่ 2 ครั้งคือ COVID-19 และไข้หวัดหมูแอฟริกา (African Swine Fever - ASF) ซึ่งการบริหารจัดการของรัฐไม่ดีพอ ทำให้เกิดปัญหาหมูเถื่อน และภาษีทรัมป์
• จุดแข็งและจุดอ่อนของไทย: โครงสร้างพื้นฐานของภาคปศุสัตว์ไทยแข็งแกร่ง แต่ต้นทุนการเลี้ยงไก่สูง อย่างไรก็ตาม "ต้นทุนแรงงานในการแปรรูปต่ำ" ทำให้ไทยยังคงแข่งขันได้ โดยเฉพาะกับจีนที่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแบบไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers)
• การปรับตัว: ไทยควรใช้โอกาสในการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ และต้องนำหลักการ "Integrity" เข้ามาในระบบการผลิตเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากจีนเคยตรวจสอบพบว่าไทยส่งออกขาไก่เกินความสามารถการผลิตและสั่งระงับใบอนุญาตโรงงานส่งออก
ประเด็นการลงทุนและภาคธุรกิจ
คุณจรีพรให้มุมมองเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปรับตัวของภาคธุรกิจ:
• FDI ของไทย: การลงทุน FDI ในไทยลดลงตั้งแต่ปี 2012 ในขณะที่เวียดนามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของไทยในปี 2017 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงการ EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) และสงครามการค้า แต่ปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเช่นเวียดนามและอินโดนีเซียก็กำลังแข่งขันกันดึงดูดการลงทุน
• การลงทุนในอนาคต: คาดการณ์ว่าการลงทุนโดยรวม (Overall Investment) ในปี 2025 จะสูงถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากศูนย์ข้อมูล (Digital Center) และเซมิคอนดักเตอร์
• การปรับตัวของธุรกิจ: การนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 3% ในปี 2018 เป็น 27% ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออก ธุรกิจไทยจึงต้องปรับตัวรับมือด้วยการบังคับใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับ transshipment และ local content เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับจีน นอกจากนี้ คุณจรีพรยังเน้นว่าไทยต้องช่วย SMEs ให้ปรับตัวและลดต้นทุนคงที่ (fixed cost)
ประเด็นสำคัญและข้อสรุป
ผู้บรรยายทั้งสามท่านได้สรุปประเด็นหลักที่องค์กรและประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ:
• ดร. ศุภวุฒิ: เน้นย้ำว่าไทยต้องมี ระบบการศึกษาที่ดี และมีความสามารถในการทำธุรกิจ
• คุณวสิษฐ: สถานการณ์ในในตอนนี้นั้นคาดการณ์และคาดเดาได้ไม่แน่นอน (Uncertainty) จึงต้องหันกลับมาวิเคราะห์การทำงานดูปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถ (new capabilities) เพื่อสร้างแผนสำรองทางธุรกิจ (scenario) ได้อย่างหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งเพื่อปรับเปลี่ยน (pivot) ได้ทันท่วงที
• คุณจรีพร: การช่วยเหลือ SMEs เป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตของเศรษฐกิจไทย ในประเด็นคำถามปลายเปิดเรื่อง AI และ ESG ผู้บรรยายให้ความเห็นว่า:
• คุณจรีพร: ภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้เกิดการย้ายฐานการลงทุน โดยเทคโนโลยี (AI) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และการปรับตัวเพื่อความยั่งยืน (sustainability) เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้
• คุณวสิษฐ: เทคโนโลยีจำเป็นต้องทำงานควบคู่กับภาคธุรกิจจริง (real sector) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
• การปรับตัวทางธุรกิจ: ควรใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) โดยใช้เกี่ยวกับระบบบัญชีถึง 90% ที่ไม่ใช่ระบบเก่า (non-legacy) และเชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชันอื่นๆ ผ่าน API ได้อย่างราบรื่น (seamless integration) รวมถึงการนำ Small Language Model มาปรับใช้ร่วมกันด้วย
คำถามเพิ่มเติม - ความแตกต่างระหว่าง FDI ญี่ปุ่นและจีน
คุณจรีพรได้อธิบายความแตกต่างของการลงทุน (FDI) จากญี่ปุ่นและจีนดังนี้:
• ญี่ปุ่น: มักจะนำห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทั้งระบบเข้ามาพร้อมกับการลงทุน แต่เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างสูง จึงมักจ้างผู้รับเหมาช่วงในประเทศ (ไทย)
• จีน: มักจะนำห่วงโซ่อุปทานที่มีต้นทุนต่ำเข้ามา แต่ก็ยังเลือกมาลงทุนในไทยมากกว่าประเทศที่มีทรัพยากรอย่างอินโดนีเซีย (ที่มีลิเธียม) เนื่องจาก "ระบบนิเวศทางธุรกิจ (ecosystem)" ของไทยพร้อมและดีกว่า และคนไทยมีทักษะที่ดีในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
ด้วยภาพรวมของเทรนด์โลกธุรกิจในปัจจุบัน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทิศทางของสหรัฐและสงครามการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ผู้ทำบัญชีก็ต้องมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา รวมถึงนำเทคโนโลยี เช่น AI มาประยุกต์ใช้ในการทำบัญชี และวิเคราะห์งบการเงิน ส่วนภาครัฐและภาคเอกชนก็ต้องช่วยผลักดันนโยบายและช่วยเหลือ SMEs และบริษัทคู่ค้าให้อยู่ในสถานะที่มั่นคงแน่นอน (Certainty) เพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจและประเทศชาติ